Apple Watch vs Garmin สำหรับวิ่ง เลือกเรือนไหนให้เข้ากับการซ้อมจริง

เปรียบเทียบ Apple Watch กับ Garmin สำหรับวิ่ง ตั้งแต่ GPS แบตเตอรี่ แผนซ้อม ไปจนถึงการใช้งานประจำวัน เพื่อเลือกเรือนที่เหมาะจริง

Apple Watch Series 11 GPS Jet Black Aluminium Case with Sport Band
Apple Watch Series 11 GPS Jet Black Aluminium Case with Sport Band — คลิกรูปเพื่อดูสินค้าและเช็กโปรล่าสุด

ถ้าใช้ iPhone อยู่แล้ว อยากได้นาฬิกาที่ฉลาดในชีวิตประจำวันและบันทึกการวิ่งได้ละเอียด Apple Watch คือทางที่ลงตัวกว่าครับ แต่ถ้าโจทย์หลักคือซ้อมวิ่งหลายวันโดยไม่อยากชาร์จบ่อย ต้องการปุ่มกดห้าปุ่ม แผนซ้อม และภาพรวมการฟื้นตัวที่ออกแบบรอบนักกีฬา Garmin ตระกูล Forerunner จะตอบตรงกว่า ไม่มีแบรนด์ไหนชนะทุกด้าน คำตอบอยู่ที่โทรศัพท์ ระยะวิ่ง และความถี่ที่เรายอมเสียบชาร์จ

สำหรับรุ่นปัจจุบัน Apple มี Series 11, SE 3 และ Ultra 3 ส่วนฝั่ง Garmin ที่เทียบง่ายสำหรับนักวิ่งคือ Forerunner 165, 570 และ 970 แอดกีเย่จะไม่จับรุ่นแพงสุดมาชนกันอย่างเดียว เพราะคนวิ่ง 5 กิโลหลังเลิกงานกับคนซ้อมมาราธอนมีเหตุผลซื้อไม่เหมือนกัน จุดสำคัญคือเลือกระดับให้พอดี ไม่ใช่ซื้อข้อมูลมาเต็มข้อมือแล้วเปิดดูแค่เพซกับเวลา

เริ่มจากโทรศัพท์ เพราะข้อนี้ตัดตัวเลือกได้เร็วที่สุด

Apple Watch เป็นส่วนหนึ่งของระบบ Apple และรุ่นปัจจุบันต้องใช้กับ iPhone ที่รองรับ ขณะที่ Garmin Connect รองรับทั้ง iPhone และ Android ตามข้อกำหนดของระบบปฏิบัติการที่ Garmin ระบุ ถ้าใช้ Android อยู่ Apple Watch จึงไม่ใช่คู่แข่งในทางปฏิบัติ ส่วนผู้ใช้ iPhone เลือกได้ทั้งสองฝั่งและควรถามต่อว่าอยากได้ส่วนต่อขยายของโทรศัพท์ หรืออยากได้นาฬิกาซ้อมวิ่งที่มีฟังก์ชันสมาร์ตแทรกเข้ามา

Apple Watch เด่นเมื่อชีวิตอยู่ใน iMessage การโทร Siri Apple Music แอปบน watchOS และบริการของ Apple อยู่แล้ว รุ่น Cellular ที่เปิดบริการกับเครือข่ายที่รองรับช่วยโทร รับข้อความ และสตรีมโดยไม่ต้องพก iPhone ได้หลายสถานการณ์ ฝั่ง Garmin 570 และ 970 มีลำโพงกับไมโครโฟน รับสายเมื่อเชื่อมกับสมาร์ตโฟน และเก็บเพลงจากบริการที่รองรับได้ แต่ประสบการณ์แอปกับการสื่อสารยังมีธรรมชาติเป็นอุปกรณ์กีฬาเชื่อมโทรศัพท์ ไม่ใช่มินิ iPhone บนข้อมือ

ข้อมูลวิ่งพื้นฐาน ทั้งคู่เก่งเกินพอสำหรับคนส่วนใหญ่

Apple Watch บันทึกเพซ ระยะทาง อัตราการเต้นหัวใจ cadence ความยาวก้าว ground contact time การเคลื่อนตัวแนวดิ่ง และ running power ได้จากแอป Workout นอกจากนี้ยังทำ Custom Workout สำหรับวอร์มอัพ อินเทอร์วัล ช่วงพัก และคูลดาวน์ มี Pacer, Race Route และ Track Detection ตามเงื่อนไขที่ระบบรองรับ จึงไม่ใช่นาฬิกาสมาร์ตที่แค่นับก้าวอีกต่อไป ถ้าซ้อม 5K, 10K หรือฮาล์ฟด้วยแผนที่เราวางเอง ความสามารถพื้นฐานเพียงพอสบายครับ

Garmin Forerunner 570 มี running dynamics จากข้อมือ running power, VO2 max, training effect, acute load, training status, training readiness และ Daily Suggested Workouts ส่วน 970 เพิ่มแผนที่สีในตัว ไฟฉาย LED กระจกแซฟไฟร์ และตัวชี้วัดอย่าง running tolerance รุ่น 970 ยังมี running economy และ step speed loss เมื่อใช้ร่วมกับอุปกรณ์ที่ Garmin กำหนด จึงเหมาะกับคนที่ชอบให้ระบบรวบข้อมูลการซ้อม การนอน และการฟื้นตัวมาเสนอว่าพรุ่งนี้ควรทำอะไรต่อ

ความต่างจึงไม่ใช่ Apple มีข้อมูลน้อยและ Garmin มีข้อมูลเยอะเสมอไป แต่เป็นวิธีจัดข้อมูล Apple เปิดพื้นที่ให้เราสร้างและอ่านการซ้อมได้ง่าย พร้อม Training Load ที่เทียบความหนัก 7 วันล่าสุดกับฐาน 28 วันก่อนหน้า ส่วน Garmin วาง readiness, status, load และคำแนะนำรายวันไว้ในภาษาของการฝึกซ้อมมากกว่า คนที่มีโค้ชหรือมีตารางชัดอยู่แล้วอาจชอบความตรงของ Apple คนที่อยากให้นาฬิกาช่วยวางจังหวะหนักเบามักเข้ากับ Garmin ง่ายกว่า

แบตเตอรี่คือช่องว่างที่รู้สึกได้ทุกสัปดาห์

หน้าเปรียบเทียบของ Apple ระบุ Series 11 สูงสุด 24 ชั่วโมง, SE 3 สูงสุด 18 ชั่วโมง และ Ultra 3 สูงสุด 42 ชั่วโมงในการใช้งานตามรูปแบบทดสอบของบริษัท หน้าแบตเตอรี่แยกยังระบุการออกกำลังกายกลางแจ้งแบบอ่าน GPS และหัวใจเต็มรูปแบบสูงสุด 8 ชั่วโมงสำหรับ Series 11 และสูงสุด 14 ชั่วโมงสำหรับ Ultra 3 ตัวเลขจริงเปลี่ยนตามสัญญาณ เซลลูลาร์ เพลง จอภาพ อุณหภูมิ และอายุแบตเตอรี่

Garmin ระบุ Forerunner 570 ใช้งานโหมดสมาร์ตวอทช์ได้สูงสุด 10 วันในขนาด 42 มม. และ 11 วันในขนาด 47 มม. โหมด GPS only สูงสุด 18 ชั่วโมง ขณะที่ multi-band สูงสุด 13 หรือ 14 ชั่วโมงตามขนาด ส่วน Forerunner 970 ระบุสมาร์ตวอทช์สูงสุด 15 วัน, GPS only สูงสุด 26 ชั่วโมง และ multi-band สูงสุด 21 ชั่วโมง เมื่อเปิดเพลงเวลาจะลดลงอย่างชัดเจน เช่น 970 เหลือสูงสุด 12 ชั่วโมงในโหมด multi-band พร้อมเพลง

อย่าอ่านตัวเลข 24 ชั่วโมงกับ 15 วันแล้วสรุปเป็นอัตราส่วนตรงๆ เพราะรูปแบบทดสอบไม่เหมือนกัน วิธีเลือกที่ใช้ได้จริงคือเอากิจวัตรของเรามาวาง คนวิ่งเช้า 45 นาทีและชาร์จตอนอาบน้ำอาจไม่รู้สึกว่า Series 11 เป็นภาระ คนใส่นอนทุกคืน ซ้อมหกวันต่อสัปดาห์ หรือเดินทางแข่งต่างจังหวัดจะสัมผัสข้อดี Garmin ชัดกว่า สำหรับอัลตราหรือกิจกรรมยาว ต้องคำนวณจากโหมด GPS ที่จะใช้จริง พร้อมเผื่อการนำทาง เพลง อากาศเย็น และแบตเตอรี่เสื่อม ไม่ใช่อิงตัวเลขสูงสุดพอดีเป๊ะ

GPS แม่นแค่ไหน ต้องดูรุ่นและสภาพแวดล้อม ไม่ใช่ดูโลโก้

Apple Watch Ultra 3 ใช้ GPS สองความถี่แบบแม่นยำ ส่วน Series 11 และ SE 3 อยู่คนละระดับฮาร์ดแวร์ ฝั่ง Garmin Forerunner 570 และ 970 รองรับ multi-band GPS กับ SatIQ ซึ่งเลือกโหมดดาวเทียมให้สมดุลระหว่างความแม่นและพลังงาน ในเมืองที่มีตึกสูง ป่าแน่น หรือเส้นทางที่สัญญาณสะท้อน รุ่น multi-band มักเป็นตัวเลือกที่มีเหตุผลกว่า แต่ผลจริงยังขึ้นกับการใส่ ตำแหน่งเริ่มวิ่ง เฟิร์มแวร์ และสภาพพื้นที่

ก่อนออกตัวควรรอให้นาฬิกาจับสัญญาณพร้อมและใส่ให้กระชับเหนือปุ่มกระดูกข้อมือเล็กน้อย อย่าตัดสินความแม่นจากการวิ่งครั้งเดียวหรือเอาระยะบนลู่วิ่งมาเทียบ GPS กลางแจ้งแบบตรงๆ สำหรับงานอินเทอร์วัลในสนาม Apple มี Track Detection ในพื้นที่ที่รองรับ ขณะที่ Garmin มีโปรไฟล์ Track Run และเครื่องมือรอบสนาม การใช้โหมดถูกประเภทสำคัญกว่าการไล่เลขทศนิยมจากแผนที่หลังวิ่ง

หน้าจอสัมผัสกับปุ่มกดให้ความรู้สึกต่างกันตอนเหงื่อออก

Apple Watch ใช้จอสัมผัส Digital Crown และปุ่มด้านข้าง โดย Ultra เพิ่ม Action button ที่ตั้งให้เริ่ม Workout หรือกดแบ่ง segment ได้ ประสบการณ์เลื่อนเมนู ลากแผนที่ ตอบข้อความ และใช้แอปลื่นแบบสมาร์ตวอทช์ เหมาะกับคนที่ต้องการจอและการโต้ตอบตลอดวัน

Forerunner 570 และ 970 ใช้จอ AMOLED แบบสัมผัสควบคู่กับปุ่มจริงห้าปุ่ม จุดนี้มีค่ามากกว่าที่ดูในหน้าสเปก เพราะตอนฝนตก มือเปียก ใส่ถุงมือ หรือกำลังเร่งเพซ ปุ่มกดให้ความจำกล้ามเนื้อที่แน่นอน 970 ยังมีแผนที่บนตัวเรือนและนำทางเส้นทางได้ ส่วน 570 แสดงเส้นทางและการนำทางในขอบเขตที่จำกัดกว่า ถ้าวิ่งเทรลหรือเดินทางไปเส้นทางไม่คุ้น แผนที่ของ 970 เป็นเหตุผลซื้อที่จริงจังกว่าเมตริกใหม่บางตัวเสียอีก

เลือก Apple Watch รุ่นไหนสำหรับวิ่ง

Apple Watch SE 3 เหมาะกับคนเริ่มวิ่งที่ใช้ iPhone ต้องการ GPS อัตราการเต้นหัวใจ การแจ้งเตือน และฟังก์ชัน Workout หลัก โดยไม่จ่ายเพื่อวัสดุหรือเซ็นเซอร์ระดับบน Series 11 คือจุดสมดุลสำหรับคนที่ใส่ทุกวัน จอสว่างกว่า อายุแบตเตอรี่สูงสุด 24 ชั่วโมง และมีชุดคุณสมบัติสุขภาพกว้างขึ้น ราคาหน้า Apple Thailand ณ เวลาที่ตรวจเริ่มที่ 8,500 บาทสำหรับ SE 3 และ 14,900 บาทสำหรับ Series 11 แต่ราคา การจัดโปร และตัวเลือกตัวเรือนเปลี่ยนได้

Ultra 3 เหมาะเมื่ออยากอยู่ในระบบ Apple แต่ต้องการแบตเตอรี่และ GPS สำหรับกิจกรรมยาว ตัวเรือนไทเทเนียม 49 มม. ปุ่ม Action ไซเรน และความทนที่ออกแบบสำหรับกลางแจ้ง ราคาตั้งต้นที่หน้า Apple Thailand ระบุ 29,900 บาท ข้อแลกคือขนาดและน้ำหนักบนข้อมือ คนข้อมือเล็กควรลองใส่จริง รวมถึงนอนหนึ่งคืนถ้าร้านหรือนโยบายคืนสินค้าเอื้อ เพราะเซ็นเซอร์ที่ดีจะไม่มีประโยชน์ถ้าเราถอดนาฬิกาทุกคืนเพราะไม่สบาย

เลือก Garmin รุ่นไหนให้ไม่ซื้อเกินการซ้อม

Forerunner 165 เหมาะกับนักวิ่งที่ต้องการจอ AMOLED, GPS และพื้นฐานการซ้อมในราคาต่ำกว่ากลุ่ม 570 โดยต้องยอมลด multi-band, training readiness และฟังก์ชันบางส่วนตามตารางเปรียบเทียบของ Garmin Forerunner 570 คือจุดสมดุลสำหรับคนซ้อมจริงจัง มีสองขนาด multi-band, training readiness, multisport, เพลง และลำโพงไมโครโฟน แต่ไม่มีแผนที่เต็มรูปแบบบนตัวเรือน

Forerunner 970 เหมาะกับมาราธอน ไตรกีฬา เทรล หรือคนที่ใช้แผนที่และข้อมูลฝึกซ้อมระดับสูงจริง รุ่นนี้เพิ่ม sapphire, titanium bezel, แผนที่, ไฟฉาย และแบตเตอรี่ GPS ที่ยาวกว่า ราคาเปิดตัวในสหรัฐฯ ของ Garmin อยู่ที่ 549.99 ดอลลาร์สำหรับ 570 และ 749.99 ดอลลาร์สำหรับ 970 แต่ไม่ควรแปลงค่าเงินแล้วถือเป็นราคาขายในไทย ให้ตรวจร้านทางการ การรับประกัน และชุดอุปกรณ์ในประเทศก่อนซื้อ

คำเตือนเล็กๆ คือ running economy และ step speed loss ของ 970 ต้องใช้อุปกรณ์เสริมที่รองรับตามข้อมูล Garmin อย่าซื้อเพราะเห็นชื่อเมตริกแล้วคิดว่าได้ทุกอย่างจากข้อมือทันที และอย่าซื้อ 970 เพียงเพราะเป็นรุ่นสูงสุด ถ้าวิ่งเส้นเดิม มีแผนจากโค้ช และไม่ใช้แผนที่ 570 อาจพอดีกว่า เงินส่วนต่างเอาไปลงรองเท้าที่พอดี ค่าสมัครแข่ง หรือสายคาดหัวใจอาจเกิดประโยชน์ในการซ้อมมากกว่า

ค่าใช้จ่ายหลังซื้อมีทั้งสายชาร์จ แอป และอุปกรณ์เสริม

Apple ใช้ระบบสายและแอปของตัวเอง บางคนอาจเพิ่มบริการเพลง แอปซ้อม หรือแพ็กเกจเซลลูลาร์ Garmin มี Garmin Connect สำหรับข้อมูลหลักโดยไม่บังคับให้ซื้อบริการเพื่อดูทุกสถิติพื้นฐาน แต่มีบริการและแอปเสริม รวมถึงสายคาดหัวใจที่จำเป็นต่อเมตริกเฉพาะบางรายการ ทั้งสองฝั่งอาจมีค่าเปลี่ยนสาย สายชาร์จสำรอง ฟิล์มหรือเคส และค่าซ่อมหลังหมดประกัน

ถ้าต้องการอัตราการเต้นหัวใจที่ตอบสนองเร็วในอินเทอร์วัลหรือใช้งานในสภาพที่ข้อมืออ่านยาก สายคาดอกที่เข้ากันได้อาจมีประโยชน์กว่าการขยับขึ้นรุ่นแพง แต่ควรตรวจโปรโตคอลที่นาฬิการองรับก่อนซื้อ และจำไว้ว่าค่า VO2 max, readiness, training load หรือแคลอรี่เป็นค่าประมาณจากอัลกอริทึม ใช้ดูแนวโน้มร่วมกับความรู้สึกร่างกาย ไม่ใช่การวินิจฉัยหรือคำสั่งให้ฝืนซ้อม

สรุปให้เลือกจบในสามคำถาม

คำถามแรกคือใช้โทรศัพท์อะไร Android ให้มอง Garmin ก่อน ส่วน iPhone ไปต่อได้ทั้งคู่ คำถามที่สองคือยอมชาร์จบ่อยแค่ไหน ถ้าชาร์จรายวันไม่ติดและอยากได้สมาร์ตวอทช์ที่เข้ากับชีวิต Apple Watch น่าใช้ ถ้าอยากใส่ต่อเนื่องหลายวัน เก็บการนอนและซ้อมโดยไม่วางแผนชาร์จ Garmin ได้เปรียบ คำถามสุดท้ายคือเราต้องการข้อมูลเพื่อทำอะไร ถ้าอยากกำหนด Workout เองและใช้ประสบการณ์ Apple ทั้งวัน Series 11 มักพอดี ถ้าอยากได้ readiness, Daily Suggested Workouts และปุ่มกดสำหรับซ้อม Forerunner 570 คือจุดคุ้ม ส่วน Ultra 3 กับ Forerunner 970 ควรซื้อเมื่อแบตเตอรี่ แผนที่ วัสดุ หรือกิจกรรมยาวของเราต้องใช้จริง

สุดท้าย ลองใส่ตัวเรือนจริงก่อนจ่าย โดยเฉพาะ Ultra 3 ขนาด 49 มม. และ Forerunner 970 ขนาด 47 มม. เปิดหน้าข้อมูลระหว่างวิ่งที่เราจะใช้ กด lap ด้วยมือเปียกจำลอง และเขียนตารางชาร์จหนึ่งสัปดาห์ลงกระดาษ การทดลองง่ายๆ นี้มักตอบได้ชัดกว่าการไล่สเปกอีกยี่สิบแถวครับ

ภาพรวม Apple Watch กับ Garmin สำหรับนักวิ่ง

ความสามารถต่างกันตามรุ่น ตารางนี้เปรียบเทียบทิศทางของแพลตฟอร์มและรุ่นปัจจุบันที่กล่าวถึงในบทความ
เรื่องที่เทียบ Apple Watch Garmin Forerunner เหมาะกับใคร
โทรศัพท์ ใช้กับ iPhone ที่รองรับ Garmin Connect รองรับ iPhone และ Android ที่เข้าเกณฑ์ Android ตัด Apple Watch ออกได้ทันที
งานวิ่ง Custom Workout, Pacer, Race Route, Track Detection และ running metrics Training readiness, status, Daily Suggested Workouts, running dynamics และ PacePro ในรุ่นที่รองรับ มีแผนเองเลือกตาม UX อยากให้ระบบช่วยจัดจังหวะมอง Garmin
แบตเตอรี่ Series 11 สูงสุด 24 ชม. Ultra 3 สูงสุด 42 ชม. ตามการทดสอบใช้งานรวม 570 สูงสุด 10–11 วัน และ 970 สูงสุด 15 วันในโหมดสมาร์ตวอทช์ ใส่ต่อเนื่องและเดินทางบ่อย Garmin ได้เปรียบ
การควบคุม จอสัมผัส Digital Crown และ Action button ใน Ultra จอสัมผัสพร้อมปุ่มจริง 5 ปุ่มใน 570/970 ฝน เหงื่อ และถุงมือทำให้ปุ่ม Garmin มีประโยชน์
แผนที่ ประสบการณ์นำทางขึ้นกับรุ่น ระบบ และแอปที่ใช้ Forerunner 970 มีแผนที่สีและ routable maps ในตัว วิ่งเส้นทางใหม่หรือเทรลบ่อยให้ดูความสามารถแผนที่เป็นหลัก
สมาร์ตฟีเจอร์ แอป การสื่อสาร เพลง และบริการ Apple เชื่อมกันแน่น การแจ้งเตือน เพลง Garmin Pay และสายโทรผ่านมือถือในรุ่นที่รองรับ อยากให้นาฬิกาแทนโทรศัพท์บางช่วง Apple เด่นกว่า

จับรุ่นให้ตรงระยะและพฤติกรรมการซ้อม

ราคาและความพร้อมจำหน่ายเปลี่ยนได้ ควรตรวจหน้าร้านทางการในไทยก่อนซื้อ
รุ่น เหมาะกับ เหตุผลหลัก สิ่งที่ต้องเช็กก่อนซื้อ
Apple Watch SE 3 เริ่มวิ่งและใช้ iPhone ได้ฟังก์ชัน Workout และสมาร์ตฟีเจอร์หลักในงบเริ่มต้น แบตเตอรี่และเซ็นเซอร์ที่น้อยกว่ารุ่นสูง
Apple Watch Series 11 วิ่งทั่วไปและใส่ทุกวัน สมดุลจอ สุขภาพ การเชื่อมต่อ และแบตเตอรี่สูงสุด 24 ชม. ต้องจัดเวลาชาร์จให้เข้ากับการนอนและการซ้อม
Apple Watch Ultra 3 กิจกรรมยาวและผู้ใช้ Apple ที่ต้องการ GPS สองความถี่ แบตเตอรี่ยาวกว่า Action button และตัวเรือนกลางแจ้ง ตัวเรือน 49 มม. และราคาสูง
Garmin Forerunner 165 นักวิ่งที่อยากเข้า Garmin ในงบต่ำกว่า 570 จอ AMOLED และพื้นฐานวิ่งที่ครบสำหรับหลายคน ไม่มี multi-band และ training readiness ตามตารางเทียบ Garmin
Garmin Forerunner 570 ซ้อม 10K ถึงมาราธอนและไตรกีฬา multi-band, readiness, ปุ่ม 5 ปุ่ม และสองขนาด ไม่มีแผนที่เต็มรูปแบบในตัว
Garmin Forerunner 970 มาราธอน เทรล ไตรกีฬา และวิ่งเส้นทางใหม่ แผนที่ sapphire ไฟฉาย และแบตเตอรี่ GPS สูงกว่า เมตริกบางตัวต้องมีอุปกรณ์เสริมและตัวเรือน 47 มม.

References

  1. เปรียบเทียบ Apple Watch รุ่นปัจจุบัน — Apple Thailand
  2. Run with Apple Watch — Apple Support
  3. แบตเตอรี่ Apple Watch — Apple Thailand
  4. Apple เปิดตัว Apple Watch Series 11 — Apple Thailand Newsroom
  5. Garmin Running Watch Comparison — Garmin
  6. Garmin unveils Forerunner 570 and Forerunner 970 — Garmin Newsroom
  7. Forerunner 570 Battery Life Information — Garmin Manual
  8. Forerunner 970 Battery Life Information — Garmin Manual

Zportio
Privacy Overview

This website uses cookies so that we can provide you with the best user experience possible. Cookie information is stored in your browser and performs functions such as recognising you when you return to our website and helping our team to understand which sections of the website you find most interesting and useful.