Garmin Forerunner รุ่นไหนดี เทียบ 70, 170, 570 และ 970 ให้ตรงการซ้อม

เปรียบเทียบ Garmin Forerunner 70, 170, 570 และ 970 ทั้งฟังก์ชันซ้อม แบตเตอรี่ แผนที่ และความเหมาะกับนักวิ่งแต่ละระดับก่อนเลือกซื้อ

Garmin Forerunner 70
Garmin Forerunner 70 — คลิกรูปเพื่อดูสินค้าและเช็กโปรล่าสุด

ถ้าถามว่า Garmin Forerunner รุ่นไหนดีในตอนนี้ แอดกีเย่ขอตอบแบบตัดทางเลือกให้เลยครับ คนที่เริ่มวิ่งและอยากได้ข้อมูลซ้อมครบโดยไม่ต้องจ่ายให้ฟังก์ชันที่ยังไม่ใช้ ให้เริ่มดู Forerunner 70 ถ้าอยากจ่ายจากข้อมือหรืออยากมีตัวเลือกเก็บเพลง ให้ขยับไป Forerunner 170 หรือ 170 Music นักวิ่งที่ซ้อมหลายชนิดกีฬาและต้องการ Multi-band GPS พร้อมตัวเรือนสองขนาดควรเริ่มที่ Forerunner 570 ส่วนคนที่ต้องใช้แผนที่สีบนข้อมือ ออกเส้นทางใหม่บ่อย และต้องการวัสดุระดับ Sapphire กับ Titanium ให้มอง Forerunner 970 ครับ

บทความนี้เทียบไลน์อัปที่ Garmin แสดงเป็นรุ่นปัจจุบันในปี 2026 ได้แก่ 70, 170, 570 และ 970 รุ่นเก่าอย่าง 55, 165, 265 หรือ 965 อาจยังหาซื้อได้และไม่ได้กลายเป็นนาฬิกาที่ใช้ไม่ได้ แต่ไม่ควรเอาราคาเก่ามาเทียบโดยไม่เช็กอายุสินค้า การอัปเดต ซอฟต์แวร์ และการรับประกันของร้าน ณ วันที่ซื้อ

จุดที่น่าสนใจคือรุ่นเริ่มต้นยุคนี้ไม่ได้แปลว่ามีแค่จับเวลา Forerunner 70 และ 170 มีจอ AMOLED, Training Readiness, Training Status, Running Power จากข้อมือ และ Running Dynamics แล้ว ความต่างที่ทำให้ต้องขยับไป 570 หรือ 970 จึงอยู่ที่ความแม่นยำดาวเทียมในสภาพท้าทาย งาน Multi-sport การนำทาง วัสดุ ขนาดตัวเรือน และฟังก์ชันใช้ชีวิต มากกว่าคำว่า “มือใหม่” หรือ “มือโปร” บนหน้าร้าน

มอง Forerunner เป็นสี่ชั้น ไม่ใช่สี่ราคา

เทียบไลน์อัป Forerunner ปัจจุบันตามโจทย์ใช้งาน

ข้อมูลจากหน้าผลิตภัณฑ์และตารางเปรียบเทียบของ Garmin ตรวจเมื่อสิงหาคม 2026 แบตเตอรี่เป็นค่าสูงสุดและลดลงตามการตั้งค่า
รุ่น ขนาดและน้ำหนัก ความต่างสำคัญ แบต Smartwatch สูงสุด เหมาะกับใคร
Forerunner 70 42.6 มม., 40 กรัม AMOLED, Training Readiness/Status, ไม่มี Garmin Pay 13 วัน เริ่มวิ่งและอยากได้ข้อมูลซ้อมครบ
Forerunner 170 / 170 Music 42.6 มม., 41 กรัม เพิ่ม Garmin Pay; รุ่น Music เก็บเพลงได้ 10 วัน อยากจ่ายหรือฟังเพลงโดยไม่พกโทรศัพท์
Forerunner 570 42 มม. 42 กรัม / 47 มม. 50 กรัม Multi-band GPS, Multi-sport, เพลง, Speaker/Mic 10 / 11 วัน ซ้อมจริงจัง Marathon หรือ Triathlon
Forerunner 970 47 มม., 56 กรัม แผนที่สี, ไฟฉาย, Sapphire, Titanium, Multi-band 15 วัน ใช้ Navigation และออกเส้นทางใหม่เป็นประจำ

Forerunner 70 คือชั้น Essential ที่เน้นการวิ่งเป็นหลัก ตัวเรือน 42.6 มิลลิเมตร น้ำหนัก 40 กรัม จอ AMOLED 1.2 นิ้ว และแบตเตอรี่โหมด Smartwatch สูงสุด 13 วัน รุ่นนี้เหมาะกับคนที่อยากได้ Pace, ระยะ, Heart Rate, Daily Suggested Workout, Garmin Coach และตัวชี้วัดการซ้อมโดยไม่ต้องมี Garmin Pay หรือเพลงในเครื่อง สิ่งที่ทำให้ 70 น่าสนใจกว่ารุ่นเริ่มต้นในอดีตคือมี Training Readiness กับ Training Status อยู่แล้ว จึงไม่จำเป็นต้องขยับรุ่นเพียงเพราะอยากรู้ว่าวันนี้ร่างกายพร้อมซ้อมแค่ไหน

Forerunner 170 ใช้ขนาด 42.6 มิลลิเมตรและจอ 1.2 นิ้วเหมือน 70 แต่น้ำหนัก 41 กรัม เพิ่ม Garmin Pay การนับชั้น และข้อมูลจักรยานบางรายการเมื่อใช้กับอุปกรณ์เสริม รุ่น 170 Music เพิ่มการดาวน์โหลดเพลง พอดแคสต์ หรือเพลย์ลิสต์จากบริการที่รองรับเพื่อฟังผ่านหูฟัง Bluetooth โดยไม่ต้องพกโทรศัพท์ แบตเตอรี่ Smartwatch สูงสุด 10 วัน ต่ำกว่า 70 ที่ระบุ 13 วัน จึงไม่ควรคิดว่าเลขรุ่นสูงกว่าแล้วแบตต้องมากกว่าเสมอ

Forerunner 570 คือชั้น Advanced สำหรับคนซ้อมจริงจังขึ้นหรือสลับวิ่ง ปั่น ว่าย และ Triathlon มีตัวเรือน 42 กับ 47 มิลลิเมตร จอ AMOLED, Multi-band GPS, SatIQ, Music, Garmin Pay และไมโครโฟนกับลำโพงสำหรับรับสายหรือใช้คำสั่งเสียงเมื่อเชื่อมกับโทรศัพท์ รุ่น 42 มิลลิเมตรระบุแบต Smartwatch สูงสุด 10 วัน ส่วน 47 มิลลิเมตรสูงสุด 11 วัน สิ่งที่จ่ายเพิ่มแล้วเห็นผลจริงคือการมีสองขนาด ระบบดาวเทียมที่เหมาะกับเส้นทางอาคารสูงหรือป่าทึบ และเครื่องมือ Multi-sport ไม่ใช่แค่หน้าปัดสวยขึ้น

Forerunner 970 อยู่ชั้น Premium ตัวเรือน 47 มิลลิเมตร น้ำหนัก 56 กรัม ใช้กระจก Sapphire กับขอบ Titanium มีแผนที่สีในตัว Multi-band GPS, ไฟฉาย LED, เพลง, Garmin Pay, ไมโครโฟนและลำโพง พร้อมแบต Smartwatch สูงสุด 15 วัน จุดชี้ขาดคือแผนที่และ Dynamic Round-trip Routing สำหรับคนที่ต้องนำทางจริง ไม่ใช่เพียงตามเส้น Course แบบพื้นฐาน หากวิ่งเส้นเดิมในสวนทุกวัน แผนที่เต็มรูปแบบอาจเป็นของดีที่แทบไม่ได้เปิดครับ

Forerunner 70 กับ 170 ต่างกันตรงไหนที่ใช้ทุกวัน

คู่ที่เลือกยากที่สุดคือ 70 กับ 170 เพราะพื้นฐานการซ้อมใกล้กันมาก ทั้งคู่มีจอ AMOLED 1.2 นิ้ว ความละเอียด 390 x 390 พิกเซล ปุ่มห้าปุ่มร่วมกับ Touchscreen ระดับกันน้ำ 5 ATM และเครื่องมือวิ่งหลักครบ ถ้าดูเพียงหน้าจอหรือกราฟหลังวิ่ง ความรู้สึกอาจไม่ต่างพอให้จ่ายเพิ่ม

ให้ถามเรื่องชีวิตประจำวันแทน ถ้าวิ่งโดยพกโทรศัพท์อยู่แล้ว จ่ายเงินผ่านมือถือ และฟังเพลงจากโทรศัพท์ Forerunner 70 ตรงโจทย์กว่า แบตที่ Garmin ระบุยังยาวกว่าด้วย แต่ถ้าชอบแวะซื้อเครื่องดื่มโดยไม่ถือกระเป๋าสตางค์ การมี Garmin Pay บน 170 อาจได้ใช้ทุกสัปดาห์ เพียงต้องตรวจรายชื่อธนาคารและเครือข่ายบัตรที่รองรับในประเทศไทยก่อน เพราะการมีเมนูไม่ได้แปลว่าบัตรทุกใบใช้ได้

สำหรับเพลง ต้องเลือกคำว่า Forerunner 170 Music ให้ตรง รุ่น 170 ธรรมดาไม่ได้มี Music Storage แบบเดียวกัน การดาวน์โหลดเพลงจากบริการภายนอกอาจต้องมีสมาชิกแบบชำระเงิน และต้องใช้หูฟัง Bluetooth การเปิดเพลงจากนาฬิกายังใช้พลังงานมากขึ้น ดังนั้นนักวิ่งที่สนใจรุ่น Music ควรดูเวลาแบตในโหมด GPS พร้อมเพลง ไม่ใช่ดูเฉพาะตัวเลข Smartwatch

เมื่อไรควรกระโดดจาก 170 ไป 570

เหตุผลที่ดีในการขยับไป 570 คือเส้นทางและรูปแบบการซ้อม ถ้าวิ่งในเมืองที่มีตึกสูง ทางโค้งถี่ หรือป่าที่บังท้องฟ้า Multi-band GPS กับ SatIQ ช่วยให้นาฬิกาเลือกวิธีจับสัญญาณตามสภาพและสมดุลความแม่นกับแบตได้ดีกว่ารุ่นที่ไม่มี Multi-band แต่ความแม่นจริงยังขึ้นกับตำแหน่งสวม การรอสัญญาณก่อนกดเริ่ม และสภาพแวดล้อมในวันนั้น ไม่ควรคาดหวังว่าเส้น GPS จะทับทางเท้าทุกเมตร

อีกเหตุผลคือ Multi-sport Forerunner 570 รองรับกิจกรรม Triathlon และการสร้าง Workout หลายชนิดต่อกัน เหมาะกับคนที่ต้องการบันทึกช่วงว่าย ปั่น วิ่ง และ Transition เป็นกิจกรรมเดียว หากแค่ปั่นจักรยานหรือว่ายน้ำแยกวันเป็นครั้งคราว 70 กับ 170 ก็มี Sports Apps จำนวนมากอยู่แล้ว การเห็นคำว่า Multi-sport จึงควรแปลว่า “สลับกีฬาใน Session เดียว” ไม่ใช่ “เล่นกีฬาอื่นได้หรือไม่ได้”

ขนาดข้อมือก็เป็นเหตุผลที่สัมผัสได้ทุกวัน 570 มี 42 และ 47 มิลลิเมตร รุ่นเล็กหนัก 42 กรัม ส่วนรุ่นใหญ่หนัก 50 กรัม คนข้อมือเล็กหรือใส่นอนควรลอง 42 มิลลิเมตร ส่วนคนชอบจอ 1.4 นิ้วและต้องการแบต Smartwatch สูงสุด 11 วันอาจเลือก 47 มิลลิเมตร อย่าดูเส้นผ่านศูนย์กลางอย่างเดียว ให้ดู Lug, ความหนา และตำแหน่งปุ่มว่าเสียดหลังมือหรือไม่

970 คุ้มเมื่อแผนที่คือเครื่องมือ ไม่ใช่ของแต่ง

Forerunner 970 เหมาะกับคนที่ออก Route ใหม่ เดินทางไปแข่งต่างเมือง วิ่ง Trail หรือปั่นจักรยานแล้วต้องดูถนนแยกบนข้อมือ แผนที่สีในตัวทำให้เห็นบริบทมากกว่าเส้น Breadcrumb หรือ Course อย่างเดียว และ Dynamic Round-trip Routing ช่วยเสนอเส้นกลับตามระยะที่ต้องการได้ นี่คือความต่างที่ 570 ให้ไม่ได้ แม้ทั้งสองรุ่นจะมี Multi-band GPS และเครื่องมือซ้อมระดับสูง

ไฟฉาย LED เป็นอีกฟังก์ชันที่ได้ใช้จริงสำหรับคนวิ่งเช้ามืด ใช้ค้นของ หรือเพิ่มการมองเห็น แต่ไม่ควรใช้แทนไฟคาดศีรษะและอุปกรณ์สะท้อนแสงเมื่อวิ่งในพื้นที่มืดหรือมีรถ Sapphire ทนรอยขีดข่วนได้ดีกว่ากระจกทั่วไป แต่ยังแตกได้เมื่อกระแทก และขอบ Titanium ไม่ได้ทำให้ตัวเรือนทั้งเรือนเป็นโลหะทั้งหมด

970 ยังมี Running Tolerance และตัวชี้วัดอย่าง Running Economy กับ Step Speed Loss โดยบางรายการต้องใช้สายคาดอก HRM 600 การซื้อเฉพาะนาฬิกาจึงไม่ได้ปลดล็อกทุกค่าทันที ตัวเลขเหล่านี้ช่วยดูแนวโน้มการซ้อม แต่ไม่ใช่การวินิจฉัยการบาดเจ็บหรือคำสั่งเฉพาะบุคคล หากมีอาการเจ็บรุนแรง ต่อเนื่อง หรือเกิดซ้ำ ควรลดกิจกรรมที่กระตุ้นอาการและพบผู้เชี่ยวชาญที่เหมาะสม

แบตเตอรี่ต้องอ่านตามโหมดที่ใช้จริง

ตัวเลขสูงสุดในโหมด Smartwatch ทำให้ 70 ดูยาวกว่า 170 และ 570 บางขนาด แต่ตัวเลขนี้ไม่ได้ตอบคนที่วิ่งเปิด GPS หลายชั่วโมง Forerunner 70 ระบุ GPS Only สูงสุด 23 ชั่วโมง ขณะที่ 170 ระบุสูงสุด 20 ชั่วโมง ส่วน 570 และ 970 มีหลายโหมดตั้งแต่ GPS Only, All Systems, SatIQ, Multi-band และการเปิดเพลง แต่ละโหมดใช้แบตไม่เท่ากัน

วิธีคิดที่ใช้งานได้คือรวมชั่วโมง GPS ต่อสัปดาห์กับพฤติกรรมหน้าจอ ถ้าเปิด Always-on, เปิด Pulse Ox ทั้งวัน, รับแจ้งเตือนมาก ฟังเพลง และใช้ Multi-band ต่อเนื่อง แบตจริงจะสั้นกว่าตัวเลขสูงสุด การชาร์จสั้นๆ ระหว่างอาบน้ำอาจสำคัญกว่าการไล่รุ่นที่ตัวเลขมากกว่าเพียงหนึ่งหรือสองวัน

สำหรับ Marathon ทั่วไป ทั้งสี่รุ่นมีตัวเลข GPS สูงสุดเกินเวลาจบของนักวิ่งส่วนใหญ่ แต่คนวิ่ง Ultra, ใช้ Course Navigation หรือเปิดเพลงต้องคำนวณจากโหมดผสมจริง ชาร์จเต็มก่อนกิจกรรม ปิดฟังก์ชันที่ไม่ใช้ และทดลองหนึ่ง Long Run ก่อนวันแข่ง อย่ารอให้สนามจริงเป็นครั้งแรกที่รู้ว่า Setting ไหนกินแบตครับ

Heart Rate และค่าฝึกซ้อมควรใช้เป็นแนวโน้ม

นาฬิกาทั้งสี่ใช้เซนเซอร์ชีพจรจากข้อมือและให้ตัวชี้วัดสุขภาพหลายอย่าง เซนเซอร์ Optical เหมาะกับการดูแนวโน้มและการฝึกทั่วไป แต่ค่ามีโอกาสคลาดเคลื่อนจากการสวมหลวม การเคลื่อนไหวแขน เหงื่อ อากาศเย็น หรือรอยสัก Garmin แนะนำให้สวมเหนือกระดูกข้อมือ กระชับแต่สบาย และรอให้นาฬิกาจับสัญญาณก่อนเริ่มกิจกรรม

ถ้าซ้อม Interval แล้วต้องการการตอบสนอง Heart Rate ที่เร็ว หรือใช้ข้อมูลเพื่อกำหนด Zone อย่างจริงจัง ให้พิจารณาสายคาดอกที่เข้ากันได้ แต่ไม่จำเป็นต้องซื้อพร้อมนาฬิกาทุกคน เริ่มจากสวมให้ถูกและเทียบความรู้สึกกับข้อมูลหลาย Session ก่อน ค่าจากนาฬิกาและ Pulse Ox ไม่ใช่อุปกรณ์แพทย์และไม่ควรใช้วินิจฉัยภาวะสุขภาพ

เลือกขนาดด้วยข้อมือ ไม่ใช่เพศบนกล่อง

70 และ 170 มีขนาดเดียวที่ 42.6 มิลลิเมตร เหมาะกับคนที่อยากได้ตัวเรือนกลางและน้ำหนักราว 40 กรัม 570 เปิดทางเลือกระหว่าง 42 กับ 47 มิลลิเมตร ส่วน 970 มี 47 มิลลิเมตรเท่านั้น การแบ่งเป็นรุ่นผู้หญิงหรือผู้ชายจึงไม่ช่วยเท่าการวัดรอบข้อมือและลองใส่จริง

ตอนลอง ให้รัดพอดีแล้วงอข้อมือสุด ปุ่มไม่ควรกดหลังมือ สายไม่ควรเหลือปลายยาวเกิน และเซนเซอร์ต้องแนบผิวโดยไม่ทิ้งรอยกดลึก ลองเลื่อนแขนแบบวิ่งหนึ่งนาทีแล้วเช็กว่านาฬิกาหมุนหรือกระดกหรือไม่ คนที่ใส่นอนควรลองนอนตะแคงด้วย เพราะรุ่นที่สบายตอนยืนอาจชนหมอนหรือกดข้อมือเมื่อหลับ

หน้าจอใหญ่ไม่ได้อ่านง่ายกว่าเสมอ ถ้าตัวเรือนโยกตอนวิ่ง ข้อมูล Heart Rate อาจไม่นิ่งและต้องรัดแน่นจนไม่สบาย ในทางกลับกัน คนสายตายาวหรือชอบดู Data Fields หลายช่องอาจได้ประโยชน์จากจอ 1.4 นิ้วของ 570 ขนาด 47 มิลลิเมตรหรือ 970 มากกว่าน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นเล็กน้อย

แบบเลือกเร็วจากสถานการณ์จริง

จับสถานการณ์ไปยังรุ่นเริ่มเทียบ

ใช้เป็นจุดเริ่มคัดรุ่น แล้วตรวจราคา ขนาดข้อมือ และการรับประกันของร้านอีกครั้ง
สถานการณ์ เริ่มเทียบที่ ขยับรุ่นเมื่อ เช็กก่อนซื้อ
เริ่มวิ่ง 5K–Half Marathon Forerunner 70 ต้องใช้ Pay หรือเพลงในเครื่อง ความสบายตอนใส่นอนและ GPS ต่อสัปดาห์
วิ่งไม่พกโทรศัพท์ Forerunner 170 Music ต้องใช้ Multi-band หรือ Multi-sport บริการเพลง สมาชิก และหูฟัง Bluetooth
Marathon / Triathlon Forerunner 570 ต้องดูแผนที่เต็มบนข้อมือ 42 หรือ 47 มม. และโหมดแบตที่ใช้จริง
Trail / เส้นทางใหม่ / วิ่งเช้ามืด Forerunner 970 ไม่จำเป็นต้องขยับในตระกูล Forerunner ตัวเรือน 47 มม. น้ำหนัก และอุปกรณ์ HRM ที่ต้องซื้อเพิ่ม

ถ้าเพิ่งเริ่มวิ่ง 5K ถึง Half Marathon ใช้โทรศัพท์กับเพลงและการจ่ายเงินอยู่แล้ว Forerunner 70 เป็นคำตอบที่สมเหตุผลที่สุด เพราะเครื่องมือซ้อมหลักครบและแบต Smartwatch ยาว ถ้าชีวิตประจำวันต้องใช้ Garmin Pay หรืออยากฟังเพลงโดยไม่พกโทรศัพท์ ให้เลือก 170 หรือ 170 Music โดยเช็กชื่อรุ่นให้ตรง

ถ้าซ้อม Marathon จริงจัง วิ่งในเมืองตึกสูง ทำ Triathlon หรืออยากได้ตัวเรือนสองขนาด Forerunner 570 เป็นจุดสมดุล การจ่ายเพิ่มให้ Multi-band GPS, Multi-sport, Music และ Speaker/Mic มีเหตุผลเมื่อใช้สิ่งเหล่านี้จริง หากข้อเดียวที่อยากได้คือหน้าจอ AMOLED รุ่น 70 และ 170 ก็มีอยู่แล้ว

ถ้าออกเส้นทางใหม่เป็นประจำ ต้องดูแผนที่บนข้อมือ วิ่งเช้ามืด และต้องการ Sapphire, Titanium กับไฟฉาย Forerunner 970 เหมาะกว่า 570 อย่างชัดเจน แต่ถ้าโหลด Course ไว้ล่วงหน้าและไม่ต้องดูถนนรอบข้าง แผนที่เต็มอาจไม่คุ้มส่วนต่าง

คนที่เจอรุ่น 165, 265 หรือ 965 ลดราคาไม่ต้องปัดทิ้ง ให้เทียบฟังก์ชันที่ต้องใช้ อายุประกัน รอบการอัปเดต สภาพแบต และราคาสุทธิ หาก 265 ถูกกว่า 570 มากและไม่ต้องการ Speaker/Mic ฟังก์ชันใหม่ หรือเซนเซอร์รุ่นใหม่ ก็อาจยังคุ้ม แต่ควรตัดสินจากสเปกจริง ไม่ใช่คิดว่าเลขเก่าต้องด้อยทุกด้าน

เช็กห้าจุดก่อนกดซื้อ

เริ่มจากชื่อรุ่นเต็ม โดยเฉพาะ 170 กับ 170 Music และ 570 ขนาด 42 กับ 47 มิลลิเมตร ต่อด้วยการรองรับ Garmin Pay ของธนาคารในไทย บริการเพลงที่ใช้ และอุปกรณ์เสริมที่จำเป็นกับค่าฝึกซ้อมบางรายการ จากนั้นดูเงื่อนไขประกันไทยกับการคืนสินค้า เพราะสินค้านำเข้าอาจมีช่องทางบริการต่างจากเครื่องศูนย์

ตรวจอุปกรณ์ในกล่องและหัวชาร์จให้ตรงกับหน้าสินค้าปัจจุบัน Garmin รุ่นใหม่ใช้สายชาร์จเฉพาะของแบรนด์ในฝั่งนาฬิกา แต่หัวต่ออีกด้านอาจต่างตามชุดสินค้า อย่าเดาจากรูปรีวิวเก่า และอย่าซื้อสายสำรองก่อนเห็นพอร์ตจริง

สุดท้าย ลองตัวเรือนกับข้อมือและจำลองหน้าจอที่ใช้วิ่ง ตั้ง Data Fields ที่อ่านจริง เปิดแผนที่หรือเพลงถ้าคิดว่าจะใช้ แล้วกดปุ่มด้วยมือเปียกเล็กน้อยโดยทำตามข้อกำหนดของร้าน การใช้งานหนึ่งนาทีบอกความเหมาะสมได้มากกว่าการไล่ดู Feature List อีกสิบหน้า

สรุป Garmin Forerunner รุ่นไหนดี

เลือก Forerunner 70 เมื่ออยากได้แกนหลักของนาฬิกาวิ่งยุคใหม่ในงบเริ่มต้น เลือก 170 เมื่อ Garmin Pay, การนับชั้น หรือข้อมูลจักรยานเพิ่มมีความหมาย และเลือก 170 Music เมื่อการวิ่งไม่พกโทรศัพท์คือโจทย์จริง เลือก 570 เมื่อ Multi-band GPS, Multi-sport และตัวเรือนสองขนาดช่วยการซ้อม ส่วน 970 เหมาะกับคนที่ใช้แผนที่สี ไฟฉาย และวัสดุ Premium เป็นประจำ

รุ่นที่คุ้มที่สุดไม่ใช่รุ่นที่มี Feature มากที่สุด แต่เป็นรุ่นที่ตัดสิ่งไม่ใช้ออกได้พอดี วัดข้อมือ นับชั่วโมง GPS ต่อสัปดาห์ เขียนสามฟังก์ชันที่ต้องใช้จริง แล้วค่อยเทียบราคาปัจจุบันจากร้านที่มีประกันชัด เพียงเท่านี้เพื่อนๆ จะได้นาฬิกาที่ช่วยซ้อม ไม่ใช่นาฬิกาที่ต้องหาเหตุผลมาใช้ให้ครบครับ

References

  1. Garmin Running Smartwatches Current Lineup
  2. Garmin Running Watch Comparison 2026
  3. Garmin Product Compare Forerunner 70 and 170
  4. Garmin Forerunner 70 Product Page
  5. Garmin Forerunner 170 Product Page
  6. Garmin announces Forerunner 570 and 970
  7. Garmin Product Compare Forerunner 570 and 970
  8. Garmin Optical Heart Rate Accuracy Tips

Zportio
Privacy Overview

This website uses cookies so that we can provide you with the best user experience possible. Cookie information is stored in your browser and performs functions such as recognising you when you return to our website and helping our team to understand which sections of the website you find most interesting and useful.